ภาคธุรกิจรอความหวังรัฐบาลขั้วใหม่ ม็อบเลิกปิดสนามบิน
ภาคธุรกิจรอความหวังรัฐบาลขั้วใหม่ ม็อบเลิกปิดสนามบินผลจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ดูเหมือนยิ่งทำให้หนทางสู่แสงสว่างของภาคธุรกิจจำต้องยืดเวลาตกอยู่ในสภาพหมดทางออก อย่างน้อยก็ต้องรออีก 1 เดือนนับจากนี้ไป เพื่อรอให้การเมืองมีความชัดเจนว่า หน้าตาของรัฐบาลใหม่จะออกมาเป็นเช่นไร ซึ่งก็เดาภาพได้ไม่ยากว่า ถ้าสุดท้ายการเมืองยังไม่เปลี่ยนขั้ว และม็อบไม่ยอมกลับใจยุติการปิดล้อมสนามบิน เศรษฐกิจประเทศไทยก็มีแต่พังกับพังเท่านั้นนี่คือสิ่งที่ฝ่ายคนเป็นกลางประเมิน สถานการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นที่มาของการออกแถลงการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแกนนำรัฐบาล และขอให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชิปไตย (พธม.) หยุดการยึดครองสนามบิน ขณะนี้ความเสียหายของภาคธุรกิจทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน จากในช่วงแรกผลกระทบอันหนักหน่วงจากการถูกปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองจะตกอยู่กับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน และโรงแรม เป็นส่วนใหญ่ แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ความเดือดร้อนก็แพร่กระจายไปถึงกลุ่มผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร กลุ่มอาหารแช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ว่ามาข้างต้นนั้น เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเข้าขั้นสาหัสเป็นกลุ่มแรกๆ ยังไม่รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากกิจการที่ต้องเกี่ยวเนื่องกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ไล่ตั้งแต่การขนส่งทางบกและขนส่งเรือก็เกิดปัญหาไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าการขนส่งทางอากาศที่ติดขัดอยู่ในเวลานี้ เพราะทุกภาคส่วนนั้นเกี่ยวเนื่องถึงกันหมด ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า การขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบออกจากแหล่งผลิตในแต่ละจังหวัดนั้น ต้องพึ่งพาการขนส่งทางบกและเรือเข้ามาร่วมด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อส่งต่อไปถึงการขนส่งทางอากาศ ณ เวลานี้ ยอดการใช้บริการขนส่งทางบกลดลงไปแล้วกว่า 50% พนักงานขับขี่รถบรรทุกต้องหยุดงานไปโดยปริยาย ขณะที่ภาคธุรกิจอื่นๆ ก็ดำเนินการทยอยเก็บตัวเลขความเสียหายกันแล้ว เนื่องจากยังไม่รู้อนาคตว่าความวุ่นวายจากความพยายามที่จะนำเศรษฐกิจของประเทศเข้ามาเป็นตัวประกัน เพื่อต่อรองให้ฝ่ายตรงข้ามยอมทำตามความประสงค์ของกลุ่มตนนั้นจะถึงจุดสิ้นสุดลงเมื่อใด ยิ่งสถานการณ์บานปลายไปเรื่อยๆ สิ่งที่เป็นห่วงกันมากเรื่องการตกงานที่เคยถกเถียงกันว่าจะถึงหรือไม่ถึงล้านคนสิ้นปีนี้ คงฟันธงได้ไม่ยากว่าแค่ล้านคนคงน้อยไปแล้ว ไม่เฉพาะแค่แรงงานในโรงงานอุตสาห กรรมเท่านั้น มนุษย์เงินเดือนก็สุ่มเสี่ยงต่อ การตกงานเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากสัญญาณที่หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานของแบรนด์ดังจากต่างประเทศก็ทยอยสั่งปิดสำนักงานในประเทศไทยบ้างแล้วเช่นกัน และยังมีอีกหลายบริษัทใหญ่ของต่างประเทศที่รอดูท่าทีสถานการณ์ในบ้านเมืองเรา กระทั่งกลุ่มเกษตรกรก็ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ไม่แพ้กัน ถ้าการส่งออกยังติดขัดยืดเยื้อ การเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยยังไม่กลับคืนสู่สภาพเดิม ลำพังจะอาศัยแต่การบริโภคภายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับผลผลิตของเกษตรกรได้ทั้งหมด เพราะอย่าลืมว่า การบริโภคในประเทศนั้นยอดขายครึ่งหนึ่งรองรับนักท่องเที่ยว และกลุ่มต่างชาติที่เข้ามาติดต่อทำธุรกิจในไทย ถ้าลูกค้ากลุ่มนี้หดหาย นั่นหมายถึงช่องทางในการขายสินค้าของไทยทุกภาคกลุ่มก็จะมีอันต้องสะดุดตามไปด้วย ความเดือดร้อนที่ประเทศได้รับอยู่ในเวลานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มการเมืองต้องยอมเสียสละ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็ว ยุติการยึดติดกับอำนาจและเก้าอี้ในรัฐบาลได้แล้ว แน่นอนว่า ความเสียสละจากฝั่งการเมืองเพียงฝ่ายเดียวคงไม่สามารถยุติวิกฤตต่อประเทศและเศรษฐกิจทั้งระบบได้ หากกลุ่มผู้ประท้วงจะสีเหลืองหรือสีแดงก็ดี ไม่ยินยอมในการร่วมเสียสละในครั้งนี้ ในเมื่อทุกฝ่ายบอกว่ามีจุดหมายปลายทางเดียวกัน ต่อการแสดงบทบาทของตัวเองก็เพื่อให้ประเทศชาติดีขึ้น ก็ควรพร้อมใจกันเสียสละเพื่อให้ประเทศมีทางออกจากวิกฤตครั้งนี้โดยเร็วที่สุด