วิกฤตการเงินสหรัฐ กระทบแรงงานไทย
วันที่ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6579จากผลกระทบของวิกฤตการเงินในสหรัฐ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลทางอ้อมต่อการส่งออก เศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศไทย โดยประเมินว่าในปี 52 อัตราการว่างงานมีแนวโน้มสูงถึง 8.5 แสนถึง 1 ล้านคน แต่หากรัฐบาลมีมาตรการที่จะรองรับ เร่งสร้างงานและแรงจูงใจให้กับธุรกิจให้รักษาลูกจ้าง จำนวนผู้ว่างงานในปี 52 อาจลดลงมาอยู่ที่ 7.3 แสนคน ได้ กลุ่มแรงงานที่จะได้รับผลกระทบมาก คือ แรงงานที่เพิ่งจบใหม่ แรงงานนอกระบบ และแรงงานที่เป็นพนักงานชั่วคราว แรงงานที่อยู่ในภาคท่องเที่ยว และในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดตามมาจากการว่างงานคือ การใช้จ่ายในประเทศในปีหน้าซึ่งอาจหายไปเป็นมูลค่า 4-5 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 1% ของการบริโภคในประเทศ)นอกจากนี้ แรงงานที่เป็นการจ้างงานทางอ้อมในอุตสาหกรรมหรือภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง ตลอดจนครอบครัวของแรงงานก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีนโยบายรับมือกับปัญหาการเลิกจ้างที่เข้มข้นและครอบคลุมมากขึ้นจากที่ผ่านมา มาตรการส่วนใหญ่ที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นการใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ การช่วยเหลือโดยการเพิ่มสภาพคล่องให้กับเอสเอ็มอี เป็นการช่วยเหลือด้านนายจ้างทางตรงและช่วยเหลือแรงงานทางอ้อม อาจไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นยอดขายและการผลิต และทำให้บริษัทไม่ลดการจ้างพนักงานหรือรับประกันว่าจะมีการให้ค่าชดเชยแก่พนักงานตามสิทธิที่พึงได้ในกรณีที่มีการเลิกจ้าง การช่วยให้บริษัทหรือโรงงานไทยที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการเลิกกิจการในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รัฐอาจควรพิจารณามาตรการอื่นๆ ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มเติม อาทิ การจัดให้มีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การลดหย่อนภาษี การช่วยเปิดตลาดส่งออกอย่างจริงจัง และการดูแลค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อกันไม่ให้ต้นทุนชิ้นส่วนนำเข้าและการขายได้รับผลกระทบ มีมาตรการรองรับสำหรับกลุ่มคนที่จะถูกเลิกจ้าง และแรงงานใหม่ที่จะไม่มีงานทำ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกองทุนช่วยเหลือเป็นเงินพิเศษให้กู้ยืม การคุ้มครองสิทธิของแรงงานที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชยที่เป็นธรรม และการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ภาครัฐอาจควรพิจารณาโครงการที่เป็นการสร้างงานในชนบท โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคการเกษตรเพื่อเป็นการรองรับคนตกงานที่จะกลับสู่ภูมิลำเนา ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้สถานประกอบการบางแห่งอาจเลือกที่จะลดค่าใช้จ่ายโดยการเลิกจ้าง แต่หากพิจารณาว่าแรงงานเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญในแง่ที่ว่าแรงงานที่ดีจึงจะให้ผลผลิตที่ดี ผู้ผลิตอาจควรพิจารณาการจ้างงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการปรับลด เพิ่มชั่วโมงหรือวันในการทำงานตามสภาพธุรกิจแทนการเลิกจ้างถาวร และใช้โอกาสนี้ในการฝึกอบรมงานหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่พนักงาน ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ถือเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน และยังเป็นการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างและนายจ้างที่ดีให้มั่นคงอีกด้วย